ประวัติความเป็นมาของชนชาติไทย

hr2.gif (4742 bytes)

 

   three5.jpg (14096 bytes)   หลักฐานที่ใช้ในการศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

หลักฐานที่ใช้ในการศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ
1. หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร ได้แก่ หลักฐานที่เป็นตัวหนังสือ เช่น บันทึกพงศาวดาร จดหมายเหตุต่างๆ อาจปรากฏบนแผ่นใบลาน กระดาษ หรือวัสดุอื่นๆ
2. หลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ได้แก่ วัตถุ เครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ หรือสิ่งก่อสร้างต่างๆ เช่น ภาชนะ ถ้วยชาม รูปปั้น โครงกระดูกมนุษย์  โบสถ์ วิหาร เป็นต้น

                            three5.jpg (14096 bytes)         การแบ่งยุคในสมัยประวัติศาสตร์

การแบ่งยุคในสมัยประวัติศาสตร์แบ่งออกเป็น 2 สมัยคือ
    1. สมัยประวัติศาสตร์ หมายถึง สมัยที่มีการเขียนจดบันทึกเรื่องราวต่างๆด้วยตัวอักษรทำให้รู้เรื่องราวในอดีตได้อย่างชัดเจน
    2. สมัยก่อนประวัติศาสตร์ หมายถึง สมัยที่ยังไม่มีตัวอักษรจดบันทึกเรื่องราวต่างๆ ด้วยตัวอักษร ทำให้รู้เรื่องราวในอดีตได้

อย่างชัดเจน


            
                 
three5.jpg (14096 bytes)    สมัยก่อนประวัติศาสตร์                

                 แบ่งออกเป็น 2 ยุค คือ ยุคหิน และยุคโลหะ

1. ยุคหิน เริ่มต้นเมื่อ 500,000 ปีที่ผ่านมา เป็นยุคที่มนุษย์รู้จักนำหินมาทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆและพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ แบ่งเป็น 3 ยุคย่อยได้แก่
    1.1 ยุคหินเก่า มนุษย์ยุคนี้เร่รอนอาศัยอยู่ตามถ้ำ โพรงไม้ อาศัยธรรมชาติเป็นหลัก ใช้หินทำอาวุธและเครื่องใช้หยาบๆขึ้น เช่น ขวานหิน
    1.2 ยุคหินกลาง มนุษย์ยุคนี้เริ่มรู้จักเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ใช้เครื่องใช้เครื่องมือที่ทำจากหินละเอียดประณีตขึ้น
    1.3 ยุคหินใหม่ มนุษย์ยุคนี้พึ่งรู้จักธรรมชาติน้อยลง รู้จักเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ทำที่อยู่อาศัย เครื่อองนุ่งห่ม เครื่องประดับจากหิน และรู้จัก
ทำเครื่องปั้นดินเผาเป็นภาชนะต่างๆ
2. ยุคโลหะ เริ่มต้นประมาณ 5,000 ปีมาเเล้ว พัฒนา เป็น 2 ยุค ได้แก่
    2.1 ยุคสำริด มนุษย์ยุคนี้รู้จักนำทองแดงผสมดีบุกเป็นโโลหะสำริด ใช้ทำเครื่องมือเครื่องใช้แทนหิน
    2.2 ยุคเหล็ก มนุษย์ยุคนี้รู้จักถลุงเหล็กนำมาใช้ทำอาวุธเครื่องใช้ต่างๆ แทนสำริด และมีคุณภาพดีกว่า มนุษย์ยุคนี้พัฒนามาก รู้จักทำ

เครื่องปั้นดินเผาลวดลายสีต่างๆ และเครื่องประดับมากมาย                                                                                                         
          ในดินแดนประเทศไทยปัจจุบัน         มีการค้นพบหลักฐานต่างๆ ย้อนหลังไปจนถึงยุคหินเก่า โดยขุดพบเครื่องมือเครื่องใช้           เครื่องประดับยุค ต่าง ๆ มากมายในทั่วทุกภาคของประเทศไทย

                    three5.jpg (14096 bytes)   แนวคิดเรื่องถิ่นกำเนิดของชนชาติไทย

1.   แนวคิดที่เชื่อว่าชนชาติไทยอยู่บริเวณเทือกเขาอัลไตหรือเอเชียกลาง เชื่อว่าคนไทยสืบเชื้อสายมองโกล เป็นความเชื่อของ ด.ร วิลเลียมดอดด์ หมอสอนศาสนาชาวอเมริกัน และขุนจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) ซึ่งศึกษาค้นค้วาและเขียนหนังสือชื่อ หลักไทย เนื่องจากเขตนี้หนาวเย็นและทุรกันดารมาก ปัจจุบันเชื่อแนวคิดนี้น้อยลงมาก
2.   แนวคิดที่เชื่ออว่าถิ่นกำเนิดของไทยอยู่ในบรเวณมณฑลเสฉวน (ตอนกลางของจีน) เป็นความเชื่อของ ศาสตราจารย์แตร์รีออง เดอ ลา คูเปอรี แห่งมหาวิทยาลัย

ลอนดอน และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมยานุภาพ ซึ่งนิเรื่องพงศาวดารสยาม เมื่อคนไทยถูกจีนรุกรานจึงอพยพมาอยู่ที่ยูนนาน สิบสองจุไทย และอพยพมาตอนล่าง
3.   แนวคิดที่เชื่อว่าถิ่นกำเนิดของไทยอยู่ทางตอนใต้ของจีน ปัจจุบัน คือ บริเวณมณฑลยุนนานของจีน ตอนเหนือของเวียดนาม รัฐฉานของพม่าและรัฐอัสสัมของอินเดีย เรียกว่าไทยใหญ่,ไทยน้อยเป็นความเชื่อของชาวอังกฤษชื่อ อาร์ชิบัล โคลฮูนและศาสตราจารย์ขจร สุขพานิชซึ่งได้ศึกษาค้นคว้าเสนอข้อคิดที่ว่าน่าจะอยู่แถบมณฑลกวางตุ้กวางสีของจีนซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของจีนนั่นเองแนวความคิดนี้เป็นที่ยอมรับกว้างขวางในปัจจุบัน
4. แนวคิดที่เชื่อว่าถิ่นกำเนิดของไทยอยู่ในแหลมมลายูและหมู่เกาะอินโดนีเซีย   เป็นความเชื่อของกล่มนักวิชาการแพทย์ ของไทย แพทย์สมศักดิ์ สุวรรณสมบูรณ์ และนายแพทย์ประเวศ วะสีโดยพบกลุ่มเลือด ยีน และเฮโมโกลบิน อี ของไทย เหมือนคนที่เกาะชวา และเป็นความเชื่อของ พอล เบเนดิกต์ นักภาษาศาสตร์และมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน เชื่อว่าคนไทยสืบเชื้อสายเดียวกับคนอินโดนีเซียและมลายู และภาษาไทยเป็นตระกูลออสโตรเนเชียน
5. แนวคิดที่เชื่อว่าถิ่นกำเนิดของไทยอยู่ในบริเวณประเทศไทยปัจจุบันนี่เอง        คือ สุวรรณภูมิคาบสมุทรอินโดจีน ตลอดแหลมมลายู เป็นความเชื่อของศาสตราจารย์ นายแพทย์สุด แสงวิเชียร และศาสตราจารย์ ชิน อยู่ดี โดยการขุดพบหลักฐานทางโบราณคดี เครื่องปั้นดินเผา เครื่องใช้เครื่องประดับ และโครงกระดูกมนุษย์ที่สองฝั่งแม่น้ำแควน้อย และแควใหญ่ จังหวัดกาญจนบุรี และที่ตำบลบ้านเชียง อำเภอ หนองหาน จังหวัด อุดรธานี          หลักฐานต่าง ๆ เหล่านี้ยังไม่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป ยังต้องศึกษาค้นคว้าหาหลักฐานสืบต่อไปอีก

 

            ag_bar3.gif (6079 bytes)

                                      shouse2.gif (223 bytes)    pbook_1.gif (43374 bytes)  แบบทดสอบ